Dasar
Spot
Perdagangkan kripto dengan bebas
Perdagangan Margin
Perbesar keuntungan Anda dengan leverage
Konversi & Investasi Otomatis
0 Fees
Perdagangkan dalam ukuran berapa pun tanpa biaya dan tanpa slippage
ETF
Dapatkan eksposur ke posisi leverage dengan mudah
Perdagangan Pre-Market
Perdagangkan token baru sebelum listing
Futures
Akses ribuan kontrak perpetual
TradFi
Emas
Satu platform aset tradisional global
Opsi
Hot
Perdagangkan Opsi Vanilla ala Eropa
Akun Terpadu
Memaksimalkan efisiensi modal Anda
Perdagangan Demo
Pengantar tentang Perdagangan Futures
Bersiap untuk perdagangan futures Anda
Acara Futures
Gabung acara & dapatkan hadiah
Perdagangan Demo
Gunakan dana virtual untuk merasakan perdagangan bebas risiko
Peluncuran
CandyDrop
Koleksi permen untuk mendapatkan airdrop
Launchpool
Staking cepat, dapatkan token baru yang potensial
HODLer Airdrop
Pegang GT dan dapatkan airdrop besar secara gratis
Launchpad
Jadi yang pertama untuk proyek token besar berikutnya
Poin Alpha
Perdagangkan aset on-chain, raih airdrop
Poin Futures
Dapatkan poin futures dan klaim hadiah airdrop
Investasi
Simple Earn
Dapatkan bunga dengan token yang menganggur
Investasi Otomatis
Investasi otomatis secara teratur
Investasi Ganda
Keuntungan dari volatilitas pasar
Soft Staking
Dapatkan hadiah dengan staking fleksibel
Pinjaman Kripto
0 Fees
Menjaminkan satu kripto untuk meminjam kripto lainnya
Pusat Peminjaman
Hub Peminjaman Terpadu
Apakah kondisi Stagflasi saat ini akan benar-benar tiba di Thailand
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Stagflation จากข่าวเศรษฐกิจ แต่เข้าใจจริงหรือว่ามันคืออะไร และสำคัญไฉนกับการลงทุนของเรา ถ้ารู้ว่าภาวะนี้อาจเกิดขึ้นที่ประเทศไทยได้ ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี
Stagflation มันคืออะไรกันแน่
Stagflation เกิดจากการรวมตัวของสองสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตรงข้ามกัน
Stagnation (ภาวะชะลอตัว) คือ เศรษฐกิจไม่ขยายตัว มีการว่างงานเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลง และ Inflation (เงินเฟ้อ) คือ ราคาสินค้าทั่วไปพุ่งสูงขึ้น ปกติเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาสินค้าก็ควรลดลง แต่ Stagflation คือสถานการณ์ที่ราคาแพงขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจถดถอย
เหตุผลง่ายๆ คือ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทขายไม่ได้ เลยต้องหดตัวและปลดพนักงาน แรงงานว่างงานก็ใช้จ่ายไม่ได้ ทำให้อุปสงค์ลดลง ธุรกิจขายส่วนน้อยลงเรื่อยๆ แต่ ในช่วง Stagflation แล้ว บริษัทขายไม่ได้แต่ต้นทุนสูง จึงเลยขึ้นราคาให้ผู้บริโภค ราคาสินค้าจึงปรับตัวสูงขึ้นแทน นี่คือ “Cost Push Inflation” ที่อาจเกิดจากราคาน้ำมันพุ่ง หรือค่าไฟฟ้าสูง
เรื่องเก่าแต่ไม่ลืม ตัวอย่างจากอเมริกายุค 1970s
สหรัฐอเมริกาเคยเจอภาวะนี้จริงๆ ในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อประเทศอาหรับคว่ำบาตรน้ำมันเพื่อประท้วงการสนับสนุนอิสราเอล ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นกระฉูด
ผลก็คือ เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทะลุ 10% ขณะที่อัตราการว่างงานก็ใกล้ 10% เหมือนกัน รัฐบาลสวนทดลองแก้ปัญหาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่ง Paul Volcker ผู้บริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องออกมือถึงขนาดขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 18% เพื่อให้ประชาชนหยุดใช้จ่ายและเงินเฟ้อจะลดลง
ผลข้างเคียงคือ เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ราคาบ้านตกต่ำมาก และยังส่งผลกระทบไปถึงประเทศลาตินอเมริกา ที่เกือบล้มละลายทั้งภูมิภาค
ประเทศไทยตอนนี้เสี่ยง Stagflation หรือเปล่า
อยากรู้ว่าไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ Stagflation ไหม ลองดูจาก 3 ตัวชี้วัด
1. GDP ของไทยเติบโตหรือเปล่า
ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.7% ในปี 2566 โดยได้แรงหนุนจาก:
แต่ต้องระวังจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้ภาคส่งออกไทยเสื่อม
2. อัตราการว่างงานเป็นยังไง
ข่าวดีคือ อัตราการว่างงานของไทยมีแนวโน้มลดลง ปัจจุบันมีผู้ว่างงาน 4.9 แสนคน คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.23 ซึ่งถือว่าต่ำมากเทียบกับช่วง COVID-19 เมื่อก่อน
การว่างงานระยะยาวก็ลดลงจาก 1.8 แสนเหลือเพียง 1.0 แสนคน แสดงว่าคนกำลังหางานได้
3. เงินเฟ้อสูงแค่ไหน
ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 อยู่ที่ 108.05 เทียบกับปีที่แล้วสูงขึ้นร้อยละ 3.79 แต่นี่คือข่าวดี เพราะมันชะลอตัวลง
ในเดือนมกราคม สูงร้อยละ 5.02 แต่เดือนหน้ามาก็ลดลงเหลือ 3.79 เป็นการไล่ลดต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง ราคาอาหารสดหลายชนิดก็ยังตัวทำให้เงินเฟ้อไม่ทำร้ายเท่าไหร่
สรุปผลเบื้องต้น: ณ เวลานี้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ Stagflation อยู่ในระดับต่ำ เพราะเศรษฐกิจยังเติบโต อัตราการว่างงานลดลง และเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง
ความเสี่ยงที่เราต้องเตือนใจ
แม้ไทยอยู่ในภาวะปลอดภัย แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่นิ่งๆ ที่ไม่เห็น
ปัจจัยที่อาจนำมา Stagflation:
ต้นทุนสูงต่อเนื่อง - ค่าไฟฟ้ายังสูง บริษัทจึงเลยขึ้นราคาสินค้า แทนที่จะรับเองมันส่งต่อให้ผู้บริโภค
ห่วงโซ่อุปทานยังปั่นป่วน - โรงงานต่างประเทศก็ยังไม่กลับมาปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้สินค้าขาด ราคาแพง
หนี้ครัวเรือนสูง - คนไทยหนี้เพอะเพอร์ หากดอกเบี้ยปรับขึ้น ชีวิตจะตึงเครียด ใช้จ่ายลด เศรษฐกิจยุบ
เศรษฐกิจโลกไม่เสถียร - วิกฤตธนาคารในสหรัฐฯ ยุโรปจึงอาจแพร่กระจายมา ทำให้ส่งออกไทยลดลง
ถ้า Stagflation มาถึงจริง เราต้องลงทุนยังไง
หากเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation ผู้บริโภคจะจนหนักมาก ส่วนนักลงทุนต้องเปลี่ยนกลยุทธ์
สินทรัพย์ที่ต้องเอาไป “กันทราย”
ในสภาวะ Stagflation ต้องหาสินทรัพย์ที่ “ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ” เช่น:
ทองคำ - เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อคลาสสิก เมื่อเงินเฟ้อสูง คนจึงมั่วซื้อทองคำเพื่อเก็บมูลค่าตัวเงิน ราคาทองคำจึงแตะสูง
สินค้าโภคภัณฑ์ - เช่น ข้าว น้ำมัน โลหะ เมื่อเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนสูง ราคาสินค้าดิบก็ปรับตัวขึ้น
อสังหาริมทรัพย์ - บ้าน ที่ดิน อาคาร ซึ่งมีมูลค่าที่เทียบเท่าเงินเฟ้อ เมื่อเงินจางลง ราคาอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างแน่นอน
หุ้นวัฏจักร - บริษัทที่ขายของเอ็นพ้อยเรื่องๆ เช่น ระบายอากาศ ร้านกำลัง ปั้มน้ำ สินค้าสำนักงาน ที่สร้างสรรค์ได้นานๆ ความต้องการมั่นคง
วิธีป้องกัน Stagflation อย่างไม่ฟ้อง
เพิ่มผลผลิตในประเทศ - ถ้ารัฐบาลสามารถเพิ่มผลผลิตได้ จะลดปัญหาเงินเฟ้อ และเพิ่มการจ้างงาน ทั้งสองนักงาน
ธนาคารกลางและรัฐบาลต้องร่วมมือ - ไม่สามารถปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข ลืมเลือนมันจะแย่ลง ตัวอย่างยุค 1970 คือบทเรียนครั้งร้ายแรง
ตรวจสอบเงินเฟ้ออย่างเข้มเข็บ - ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจับตาว่า หากเงินเฟ้อขึ้นจริงแล้ว ต้องตัดสินใจหนักเร็วๆ
ในท้ายสุด ประเทศไทยต้องห่วงจริงหรือ
หลักฐานชี้ให้เห็น: ไทยไม่ต้องห่วง Stagflation เลยในตอนนี้
ทำไม? เพราะ:
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่านั่งรออพยพไป คนลงทุนควรเตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อม เพิ่มสัดส่วนทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ไว้บ้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา ก็จะมีสินทรัพย์ป้องกันที่กำลังพระคุณ
ความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก Stagflation อาจมาก็ได้ แต่ถ้ามีข้อมูลและเตรียมใจพอ ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว