Deutsche Bank วิเคราะห์ว่า การแข็งค่าของหยวนในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นสัญญาณว่าหยวนกำลังเข้าสู่รอบการปรับค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว คาดว่าในปี 2026 ค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์อาจปรับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 6.7
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
แนวโน้มหยวนในปี 2026: จากวัฏจักรการอ่อนค่าห้าปีสู่ยุคการแข็งค่ารอบใหม่
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของหยวนจีน หลังจากเผชิญกับการอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงสามปี ในที่สุดหยวนก็สามารถทะลุผ่านระดับจิตวิทยา 7.0 ได้สำเร็จในช่วงปลายปี ปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 6.96 ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นสุดยุคของการอ่อนค่าที่ยาวนานเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าทิศทางของหยวนจีนเข้าสู่ช่วงพัฒนาการใหม่อย่างเต็มตัว ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความแข็งแกร่งของการส่งออกของจีนและการปรับกลยุทธ์ของนักลงทุนต่างชาติที่หันมาถือครองสินทรัพย์ในหยวนมากขึ้น บลจ.ชั้นนำระดับโลกต่างก็มีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มของหยวน คาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีโอกาสปรับค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แล้วอนาคตของหยวนจีนจะเป็นเช่นไร? ปี 2026 คุ้มค่าที่จะจับตามองคู่สกุลเงินสำคัญนี้หรือไม่? มาดูวิเคราะห์จากหลายมุมมองกัน
เรื่องราวเบื้องหลังการสิ้นสุดของการอ่อนค่าของหยวนและการทะลุระดับ 7.0
เพื่อเข้าใจแนวโน้มของหยวนจีนอย่างแม่นยำ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ตลอดปี 2025 อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อหยวนเคลื่อนไหวในช่วงประมาณ 6.95 ถึง 7.35 โดยรวมปรับค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก เพราะเป็นการประกาศจบสิ้นของวัฏจักรการอ่อนค่าที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022
ในช่วงครึ่งแรกของปี หยวนเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นและดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หยวนในตลาดนอกประเทศ (offshore) อ่อนค่าลงทะลุระดับ 7.40 ไปจนถึงจุดสูงสุดนับตั้งแต่การปรับค่าเงินในวันที่ 11 สิงหาคม 2015 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการอ่อนค่าของหยวนในรอบหลายปี ความคาดหวังเชิงลบต่อหยวนในตลาดสูงสุด ทำให้นักลงทุนหลายรายเริ่มตั้งคำถามว่าหยวนจะมีโอกาสฟื้นตัวหรือไม่
แต่สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เริ่มมีความคืบหน้าและความสัมพันธ์ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐก็เริ่มอ่อนค่าลง ขณะที่สกุลเงินหลักอื่น เช่น ยูโรและปอนด์ ก็ปรับตัวขึ้นในภาพรวม ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ หยวนก็เริ่มปรับค่าเพิ่มขึ้นอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกของตลาดก็เริ่มกลับมามีเสถียรภาพ
ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ด้วยแรงหนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และบรรยากาศตลาดที่ดีขึ้น หยวนแข็งค่าขึ้นทะลุระดับ 7.05 ไปจนถึง 6.9623 ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญ เพราะเป็นการทะลุผ่านระดับเลขเต็มครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของหยวนเองและความเชื่อมั่นของตลาดต่อแนวโน้มในอนาคต
สี่ปัจจัยหลักที่กำหนดอนาคตของหยวน
เพื่อประเมินแนวโน้มของหยวนอย่างแม่นยำ จำเป็นต้องเข้าใจแรงขับเคลื่อนสำคัญที่แท้จริงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ รวมกันเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดทิศทางของหยวนในอนาคต
ปัจจัยที่ 1: ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ กับนโยบายของเฟด
ดัชนีดอลลาร์เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่สุดต่อแนวโน้มของหยวนในปี 2025 ดัชนีดอลลาร์มีความผันผวนอย่างรุนแรงในปีนี้ เริ่มต้นจากระดับสูงสุดที่ 109 ในช่วงต้นปี ค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนเหลือประมาณ 98 ซึ่งเป็นการลดลงเกือบ 10% ซึ่งเป็นผลให้เป็นครึ่งปีแรกที่อ่อนค่าที่สุดในรอบหลายสิบปี
การอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์สร้างโอกาสให้หยวนปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้มากขึ้น แต่ในเดือนพฤศจิกายน ดัชนีดอลลาร์ก็เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง หลายครั้งที่ทะลุระดับ 100 ซึ่งสะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวนี้ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อเข้าสู่ต้นปี 2026 หลังจากเฟดประกาศเริ่มรอบนโยบายผ่อนคลายใหม่ ดัชนีดอลลาร์ก็ปรับตัวลดลงอยู่ในช่วงประมาณ 98.8 ถึง 98.2 ซึ่งเป็นระดับที่อาจกลายเป็นแนวรับสำคัญของดัชนีในปีหน้า
แนวโน้มในปี 2026 คาดว่าระดับนี้จะกลายเป็นแนวรับของดัชนีดอลลาร์ ซึ่งแม้จะยังมีความหวังต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่แนวโน้มการลดค่าเงินดอลลาร์ในเชิงโครงสร้างจากแนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์ทั่วโลกและนโยบายผ่อนคลายของเฟด จะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของดอลลาร์ ทำให้หยวนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ โดยคาดว่าเฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปี 2026 ซึ่งแต่ละครั้งก็จะเป็นแรงกดดันต่อดอลลาร์
ปัจจัยที่ 2: สมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
ความเสถียรของแนวโน้มหยวนขึ้นอยู่กับความมั่นคงของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ หากความสัมพันธ์ยังคงอยู่ในระดับที่ดีและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่หยวนจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ก็จะสูงขึ้น แต่หากความตึงเครียดกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ตลาดก็จะเผชิญกับแรงกดดันและหยวนอาจอ่อนค่าลงอีก
ล่าสุด ในการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าจีนที่เกี่ยวข้องกับฟีนทานิลจาก 20% เหลือ 10% และชะลอการเก็บภาษีเพิ่มเติมในส่วนที่เป็น 24% ไปจนถึงพฤศจิกายน 2026 พร้อมทั้งตกลงชะลอการควบคุมการส่งออกแร่อะลูมิเนียมและการเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือ รวมถึงขยายการซื้อถั่วเหลืองและสินค้าเกษตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ
แต่ความสมดุลนี้ยังคงเปราะบาง ความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศให้คงอยู่ในระดับนี้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ หากความสัมพันธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หยวนก็จะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก ตลาดก็จะเผชิญกับแรงกดดันและหยวนอาจอ่อนค่าลง
ปัจจัยที่ 3: ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางจีน (PBOC)
นโยบายการเงินของธนาคารกลางจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มของหยวนในระยะยาว ขณะนี้ จีนเผชิญกับความท้าทายจากภาวะอสังหาริมทรัพย์ซบเซาและความต้องการในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งธนาคารกลางมักเลือกใช้นโยบายผ่อนคลาย เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยและการลดอัตราเงินสำรอง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นแรงกดดันให้หยวนอ่อนค่าลง
แต่ในทางตรงกันข้าม หากจีนสามารถใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินควบคู่กับนโยบายการคลังที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ จนทำให้เศรษฐกิจจีนกลับมาแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นแรงหนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของจีนในการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง
ปัจจัยที่ 4: แนวโน้มการส่งออกและการลงทุนของต่างชาติในจีน
ความสามารถของจีนในการรักษาความแข็งแกร่งของการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนหยวนในระยะยาว แม้ในปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศจะซับซ้อนและผันผวน แต่จีนก็ยังคงแสดงความสามารถในการส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าจีนยังคงอยู่ในระดับสูง การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศก็เป็นแรงสนับสนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การไหลกลับของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มปรับพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ในจีน ก็เป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ว่ามีความเชื่อมั่นในแนวโน้มของหยวนและเศรษฐกิจจีนในระยะยาว เมื่อความคาดหวังว่าหยวนจะปรับค่าเพิ่มขึ้นเป็นจริง ก็จะยิ่งเร่งให้เกิดการไหลเข้าของทุนและเสริมสร้างแนวโน้มการแข็งค่าของหยวนต่อไป
แนวโน้มของหยวนในปี 2026: มุมมองของธนาคารการลงทุนระดับโลก
จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ข้างต้น บรรดาธนาคารการลงทุนชั้นนำระดับโลกต่างก็มีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มของหยวนในปี 2026 อย่างเป็นเอกฉันท์
Deutsche Bank วิเคราะห์ว่า การแข็งค่าของหยวนในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นสัญญาณว่าหยวนกำลังเข้าสู่รอบการปรับค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว คาดว่าในปี 2026 ค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์อาจปรับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 6.7
Goldman Sachs มองว่าในระยะกลางถึงยาว แนวโน้มของหยวนยังเป็นบวก โดยคาดว่าระดับเป้าหมายในปี 2026 อาจอยู่ที่ประมาณ 6.85 ต่อดอลลาร์
เหตุผลเบื้องหลังแนวโน้มนี้คือ หยวนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของวัฏจักร ซึ่งจากปี 2022 ที่ผ่านมาเป็นปีของการอ่อนค่าที่อาจสิ้นสุดลงแล้ว และหยวนมีโอกาสเข้าสู่เส้นทางการปรับค่าเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ คือ
หากปัจจัยเหล่านี้ดำเนินต่อไปในปี 2026 หยวนอาจปรับขึ้นไปอยู่ในช่วงประมาณ 6.7 ถึง 6.85 ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 6.96
3 กลยุทธ์สำคัญในการลงทุนในหยวน: การวิเคราะห์นโยบาย เศรษฐกิจ และอัตราแลกเปลี่ยน
เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มของหยวนอย่างแท้จริง นักลงทุนควรเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์และประเมินปัจจัยสำคัญ 3 ด้านนี้
มิติที่ 1: ท่าทีของธนาคารกลางจีน (PBOC) ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน
หยวนไม่ได้เป็นสกุลเงินที่ลอยตัวอย่างเสรี แต่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวโน้มของอัตราแลกเปลี่ยน ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราเงินสำรอง และเครื่องมืออื่นๆ เมื่อธนาคารกลางใช้นโยบายผ่อนคลาย เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยและการลดอัตราเงินสำรอง จะทำให้ความคาดหวังเรื่องสภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งมักจะกดดันให้หยวนอ่อนค่าลง
ย้อนดูในปี 2014 เมื่อธนาคารกลางจีนเริ่มใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและลดอัตราเงินสำรองหลายครั้ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนปรับตัวขึ้นจากประมาณ 6 ไปแตะระดับสูงสุดที่ใกล้ 7.4 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางมีผลกระทบอย่างมากต่อแนวโน้มของหยวน
มิติที่ 2: ข้อมูลเศรษฐกิจของจีนในเชิงเปรียบเทียบ
แนวโน้มเศรษฐกิจจีนเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อการไหลเข้าหรือออกของทุนต่างชาติ หากเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่ม emerging markets ก็จะดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้เข้ามาในจีนมากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น GDP รายไตรมาส, ดัชนี PMI (Purchasing Managers’ Index) ซึ่งแบ่งเป็นเวอร์ชันทางการและเวอร์ชันของเอกชน เพื่อสะท้อนภาวะภาคการผลิตและบริการ, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งบ่งชี้ระดับเงินเฟ้อ และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเมือง ก็เป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
มิติที่ 3: สัญญาณจากอัตรากลาง (Mid-rate) ของหยวนและท่าทีของทางการ
อัตรากลางของหยวนที่กำหนดโดยธนาคารกลาง (PBOC) เป็นเครื่องมือที่สะท้อนท่าทีของทางการต่อแนวโน้มของอัตราแลกเปลี่ยน โดยตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา PBOC ได้ปรับใช้กลไก “逆周期因子” (Counter-cyclical Factor) เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวตามแนวโน้มตลาด
การติดตามแนวโน้มของอัตรากลางจะช่วยให้เข้าใจว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นหรือลงในระยะสั้น ซึ่งแม้จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว แนวโน้มจะยังคงเป็นไปตามกลไกของตลาดเงิน
มองภาพในรอบ 5 ปี: วัฏจักรของหยวนในภาพรวม
เพื่อเข้าใจแนวโน้มในอนาคตอย่างแท้จริง ควรย้อนดูวัฏจักรของหยวนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของหยวนภายใต้แรงกดดันจากภายนอกและการปรับตัวภายในประเทศ
จุดเปลี่ยนในปี 2020
ในช่วงต้นปี 2020 หยวนเคลื่อนไหวในช่วงประมาณ 6.9 ถึง 7.0 แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคม เกิดการอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 7.18 เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม จีนสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นอันดับแรกในกลุ่มประเทศ และในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ ส่งผลให้หยวนในที่สุดปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี จนแตะประมาณ 6.50 ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 6% เมื่อเทียบกับต้นปี
ปี 2021: ความเสถียรในระดับหนึ่ง
เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังคงใช้นโยบายที่สมดุล ดัชนีดอลลาร์ในปีนี้อยู่ในช่วงประมาณ 6.35 ถึง 6.58 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.45 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในเชิงเปรียบเทียบ
ปี 2022: การอ่อนค่าที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
เป็นปีที่วุ่นวายที่สุดในรอบ 5 ปี ดัชนีดอลลาร์พุ่งทะลุ 100 ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนปรับตัวขึ้นจากประมาณ 6.35 ไปแตะระดับสูงสุดที่เกิน 7.25 ซึ่งเป็นการอ่อนค่าของหยวนประมาณ 8% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงในระดับที่มากที่สุดในรอบหลายปี พร้อมกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ลุกลาม
ปี 2023: การกดดันต่อเนื่อง
ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนเคลื่อนไหวในช่วงประมาณ 6.83 ถึง 7.35 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.0 และในปลายปีอยู่ที่ประมาณ 7.1 สถานการณ์เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และการชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้หยวนยังคงเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
ปี 2024: สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเริ่มชัดเจน
ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลง ทำให้แรงกดดันต่อหยวนลดลง จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดฟื้นตัวขึ้นบ้าง ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนปรับตัวลดลงจากประมาณ 7.1 ไปแตะประมาณ 7.3 ในช่วงกลางปี และในเดือนสิงหาคม หยวนในตลาดนอก (offshore) ก็ทะลุระดับ 7.10 เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทิศทางของหยวนเริ่มเปลี่ยนแปลง
ปี 2025: วัฏจักรเปลี่ยนผ่าน
ในช่วงต้นปี ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนยังคงอยู่ในระดับประมาณ 7.3 แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลดลง หยวนก็เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถทะลุระดับ 7.0 ได้ในปลายปี ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นในระดับที่มากที่สุดในรอบสามปี สะท้อนให้เห็นว่าหลายปัจจัยร่วมกันทำให้แนวโน้มของหยวนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
3 จุดสังเกตสำคัญสำหรับการลงทุนในหยวนในปี 2026
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจับจังหวะแนวโน้มของหยวนในปีหน้า ควรติดตามปัจจัยสำคัญ 3 ด้านนี้อย่างใกล้ชิด
1. โอกาสในการอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์
2. ท่าทีของธนาคารกลางจีน (PBOC) ต่อระดับ 6.9
3. ผลของนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน
สรุปภาพรวมของแนวโน้มหยวนในปี 2026
จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก คาดว่าแนวโน้มของหยวนในปี 2026 จะเป็นไปในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ คือ
หากปัจจัยเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องในปี 2026 หยวนอาจปรับตัวขึ้นไปอยู่ในช่วงประมาณ 6.7 ถึง 6.85 ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 6.96
3 กลยุทธ์สำคัญสำหรับการลงทุนในหยวน: การวิเคราะห์นโยบาย เศรษฐกิจ และอัตราแลกเปลี่ยน
เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนในหยวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ 3 ด้านนี้อย่างรอบคอบ
1. ท่าทีของธนาคารกลางจีน (PBOC)
2. ข้อมูลเศรษฐกิจจีน
3. สัญญาณจากอัตรากลางและท่าทีของทางการ
สรุปภาพรวม: วัฏจักรของหยวนในรอบ 5 ปี
เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มในอนาคตอย่างแท้จริง ควรพิจารณาวัฏจักรของหยวนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของหยวนภายใต้แรงกดดันจากภายนอกและการปรับตัวภายในประเทศ
ปี 2020: ช่วงแรกของการระบาด โหยวนเคลื่อนไหวในช่วง 6.9-7.0 แต่ในช่วงกลางปี เกิดการอ่อนค่าลงไปแตะ 7.18 เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และผลกระทบจากโควิด-19 แต่จีนสามารถควบคุมการระบาดได้ดี เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว และในปลายปี หยวนปรับตัวแข็งค่าขึ้นจนแตะประมาณ 6.50
ปี 2021: เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดัชนีดอลลาร์อยู่ในช่วงประมาณ 6.35-6.58 เฉลี่ยประมาณ 6.45 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
ปี 2022: เป็นปีที่หยวนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดอลลาร์ทะลุ 100 ทำให้หยวนอ่อนค่าจากประมาณ 6.35 ไปแตะระดับสูงสุดที่เกิน 7.25 ซึ่งเป็นการอ่อนค่าประมาณ 8% พร้อมกับการแพร่ระบาดของโควิดและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์
ปี 2023: ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนเคลื่อนไหวในช่วงประมาณ 6.83-7.35 เฉลี่ยประมาณ 7.0 และปลายปีอยู่ที่ประมาณ 7.1 สถานการณ์เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของวิกฤตอสังหาและการชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงอยู่ในระดับสูง
ปี 2024: เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง ดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้แรงกดดันต่อหยวนลดลง จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคอสังหา ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดฟื้นตัวขึ้นบ้าง ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหยวนปรับตัวลดลงจากประมาณ 7.1 ไปประมาณ 7.3 ในช่วงกลางปี และในเดือนสิงหาคม หยวนในตลาดนอกทะลุระดับ 7.10 เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทิศทางของหยวนเริ่มเปลี่ยนแปลง
ปี 2025: วัฏจักรเปลี่ยนผ่าน เมื่อดอลลาร์ในช่วงต้นปียังคงอยู่ในระดับประมาณ 7.3 แต่ในครึ่งปีหลัง เมื่อความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลดลง หยวนก็เริ่มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุระดับ 7.0 ได้ในปลายปี ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นในระดับที่มากที่สุดในรอบสามปี สะท้อนให้เห็นว่าหลายปัจจัยร่วมกันทำให้แนวโน้มของหยวนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สรุปและแนวทางการลงทุนในปี 2026
จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก คาดว่าแนวโน้มของหยวนในปี 2026 จะเป็นไปในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ คือ
หากปัจจัยเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องในปี 2026 หยวนอาจปรับตัวขึ้นไปอยู่ในช่วงประมาณ 6.7 ถึง 6.85 ซึ่งเป็นการปรับค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 6.96
เพื่อการลงทุนในหยวนอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ 3 ด้านนี้:
แนวโน้มดัชนีดอลลาร์: คาดว่าดัชนีดอลลาร์จะลงต่ำกว่า 96 ในปี 2026 หรือไม่ และเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในจำนวน 2-3 ครั้งตามคาดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงต่อเนื่องหรือไม่ หากดัชนีดอลลาร์ปรับลงต่ำกว่า 96 จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หยวนแข็งค่าขึ้น
ท่าทีของธนาคารกลางจีน (PBOC): การตั้งอัตรากลางและการใช้เครื่องมืออื่นๆ ของ PBOC จะสะท้อนว่าทางการมีแนวโน้มสนับสนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นหรือลงในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลต่อเป้าหมายของระดับค่าเงิน
ผลของนโยบายเศรษฐกิจจีน: หากจีนสามารถดำเนินนโยบายสนับสนุนการเติบโตอย่างแท้จริง เช่น การกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ก็จะเป็นแรงหนุนให้หยวนแข็งค่าขึ้นในระยะยาว แต่หากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและเศรษฐกิจยังซบเซา แนวโน้มการปรับค่าในระยะยาวก็อาจไม่เกิดขึ้น
สุดท้าย แนวโน้มของหยวนในปี 2026 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายต่างๆ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามและปรับกลยุทธ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม