Apple (AAPL) - ผู้นำด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค
Apple ได้กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดตั้งแต่ปี 1976 เมื่อ Steve Jobs, Steve Wozniak และ Ronald Wayne ก่อตั้งบริษัท ด้วยการเปิดตัว iPhone 16 พร้อมกล้องที่ล้ำหน้า และการขยายบริการเช่น Apple TV+ และ Apple Music รายได้ของ Apple ยังคงเติบโต
ที่ 2025 Apple มุ่งเน้นที่: ฟีเจอร์ AI ใหม่บน iPhone 16/17 และการเพิ่มรายได้จากบริการ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเผชิญกับความท้าทายด้านการแข่งขันและความล่าช้าในการเปิดตัวฟีเจอร์ AI
รายได้รวม: 124.3 พันล้านดอลลาร์
กำไรสุทธิ: 24.8 พันล้านดอลลาร์
อัตรากำไรสุทธิ: 26.3%
NVIDIA (NVDA) - ผู้ครอบครองตลาดชิป AI
NVIDIA ก่อตั้งโดย Jensen Huang, Chris Malachowsky และ Curtis Priem ในปี 1993 โดยเริ่มจากการพัฒนาชิปกราฟิกสำหรับเกม จนกลายมาเป็นผู้นำด้านชิป AI ในเวลาต่อมา
Meta ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg ในปี 2004 ในฐานะแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับนักศึกษา จนกลายมาเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วโลก
ที่ 2025 Meta มุ่งเน้น: ธุรกิจโฆษณาเติบโตแข็งแกร่งด้วย AI ผู้ใช้ Family of Apps มากกว่า 3.43 พันล้านคนต่อวัน Meta AI chatbot มีผู้ใช้เกือบ 1 พันล้านคนต่อเดือน
รายได้รวม: 42.31 พันล้านดอลลาร์
กำไรสุทธิ: 16.64 พันล้านดอลลาร์
อัตรากำไรสุทธิ: 39.3%
Tesla (TSLA) - ผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้า
Tesla ก่อตั้งโดย Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ในปี 2003 และได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk ผ่านหลาย ๆ ปี ปัจจุบัน Tesla ขยายสายผลิตภัณฑ์ไปยังหลากหลายรุ่น
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 8 ตัวที่ควรติดตามปี 2025-2026
ในยุคปัจจุบัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือลงทุนหลักสำหรับนักลงทุนในสhavia ด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี AI และความต้องการในการแปลงโครงสร้างดิจิทัลขององค์กรทั่วโลก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว ตลาดเทคโนโลยีคาดว่าจะเติบโต 9.3% ในปี 2025 ถึง 5.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทำไมนักลงทุนถึงสนใจหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไม่ใช่หุ้นธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหุ้นที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยี ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย และบริการออนไลน์
บริษัทเทคโนโลยีมักมีลักษณะเป็น “หุ้นแบบเติบโต” ซึ่งมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้บางครั้งอาจยังไม่มีกำไรมากมาย ความแตกต่างนี้ทำให้นักวิเคราะห์ไม่สามารถใช้อัตราส่วน P/E แบบดั้งเดิมในการประเมินมูลค่าได้ แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหา เพราะการเติบโตของกำไรในอนาคตนั้นจะชดเชยความแตกต่างนี้
กลุ่มย่อยของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
นักลงทุนควรเข้าใจว่ามีหลายประเภทของหุ้นเทคโนโลยีให้เลือก:
บริษัทยักษ์เทคโนโลยี เช่น Apple, Microsoft, Google (Alphabet), Amazon และ Meta Platforms ถือเป็นผู้นำตลาดที่มีตำแหน่งแข็งแกร่งและฐานลูกค้าขนาดใหญ่
บริษัทซอฟต์แวร์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าง Adobe, Microsoft และอื่น ๆ ที่เน้นการพัฒนาและจำหน่ายโปรแกรมประยุกต์
ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น Apple, NVIDIA, AMD ที่ผลิตชิปและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
บริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็ก อย่าง Zoom, Square, DocuSign ที่มีศักยภาพเติบโตสูง
บริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เช่น Uber, Airbnb, Palantir ที่กำลังสร้างโมเดลธุรกิจใหม่
บริษัทเฉพาะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง Tesla ที่ผสมผสานยานยนต์ไฟฟ้ากับระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือ NVIDIA ที่เป็นผู้นำด้านชิป AI
8 หุ้นเทคโนโลยีที่คุณควรรู้จัก
เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจระดับตลาดของหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบพื้นฐาน:
Apple (AAPL) - ผู้นำด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค
Apple ได้กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดตั้งแต่ปี 1976 เมื่อ Steve Jobs, Steve Wozniak และ Ronald Wayne ก่อตั้งบริษัท ด้วยการเปิดตัว iPhone 16 พร้อมกล้องที่ล้ำหน้า และการขยายบริการเช่น Apple TV+ และ Apple Music รายได้ของ Apple ยังคงเติบโต
ที่ 2025 Apple มุ่งเน้นที่: ฟีเจอร์ AI ใหม่บน iPhone 16/17 และการเพิ่มรายได้จากบริการ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเผชิญกับความท้าทายด้านการแข่งขันและความล่าช้าในการเปิดตัวฟีเจอร์ AI
NVIDIA (NVDA) - ผู้ครอบครองตลาดชิป AI
NVIDIA ก่อตั้งโดย Jensen Huang, Chris Malachowsky และ Curtis Priem ในปี 1993 โดยเริ่มจากการพัฒนาชิปกราฟิกสำหรับเกม จนกลายมาเป็นผู้นำด้านชิป AI ในเวลาต่อมา
ที่ 2025 NVIDIA มีข้อได้เปรียบ: ชิป H100, Blackwell และแพลตฟอร์ม Rubin รวมถึงการขยายตัวสู่ยานยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในจีนและการชะลอตัวของอัตราการเติบโต
Alphabet/Google (GOOG) - ผู้ครอบครองตลาดการค้นหา
Alphabet ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 เพื่อดูแลธุรกิจนอกเหนือจาก Google หลัก ซึ่ง Google เริ่มต้นในปี 1998 โดย Larry Page และ Sergey Brin เพื่อพัฒนาเครื่องมือค้นหา
ที่ 2025 Alphabet ขยายตัว: ผ่านการรวมศูนย์ AI (Gemini, AI Overviews) เข้ากับผลิตภัณฑ์ และวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI 75 พันล้านดอลลาร์
Amazon (AMZN) - ผู้ครอบครองอีคอมเมิร์ซและคลาวด์
Amazon ก่อตั้งโดย Jeff Bezos ในปี 1994 เริ่มจากร้านหนังสือออนไลน์ จนขยายไปสู่สินค้าหลากหลาย และการเปิดตัว Amazon Web Services (AWS) ที่เป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่
ที่ 2025 Amazon มีจุดแข็ง: AWS เติบโตแข็งแกร่งด้วย AI ส่วน e-commerce เน้นการส่งเร็วและลดต้นทุน ธุรกิจโฆษณากำลังเติบโต
Meta Platforms (META) - ผู้ครอบครองโซเชียลมีเดีย
Meta ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg ในปี 2004 ในฐานะแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับนักศึกษา จนกลายมาเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วโลก
ที่ 2025 Meta มุ่งเน้น: ธุรกิจโฆษณาเติบโตแข็งแกร่งด้วย AI ผู้ใช้ Family of Apps มากกว่า 3.43 พันล้านคนต่อวัน Meta AI chatbot มีผู้ใช้เกือบ 1 พันล้านคนต่อเดือน
Tesla (TSLA) - ผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้า
Tesla ก่อตั้งโดย Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ในปี 2003 และได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk ผ่านหลาย ๆ ปี ปัจจุบัน Tesla ขยายสายผลิตภัณฑ์ไปยังหลากหลายรุ่น
ที่ 2025 Tesla เผชิญท้าทาย: ยอดส่งมอบต่ำกว่าคาดและอุปสงค์อ่อนตัว แต่การพัฒนา FSD (Full Self-Driving) และ robotaxi อาจนำมาซึ่งการเติบโตใหม่
Microsoft (MSFT) - ผู้ผลิตซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์
Microsoft เป็นบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก มีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น Windows และ Microsoft Office
ที่ 2025 Microsoft เติบโต: ธุรกิจคลาวด์ (Azure เติบโต 33% ปีต่อปี โดย AI มีส่วนช่วย 16%) Copilot ใช้งานเพิ่มขึ้น
Adobe Inc. (ADBE) - ผู้ผลิตซอฟต์แวร์สร้างสรรค์
Adobe ก่อตั้งโดย John Warnock และ Charles Geschke ในปี 1982 เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและจัดการเอกสาร
ที่ 2025 Adobe มุ่งเน้น: ผสาน Generative AI (Firefly) เข้ากับ Creative Cloud และ Document Cloud
คุณลักษณะของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีประเภท
เมื่อเลือกหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนควรมองหาบริษัทที่มีคุณลักษณะต่อไปนี้:
ธุรกิจที่เพิ่มรายได้ให้ผู้อื่น เช่น Alibaba หรือ Amazon ที่สร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ขายอื่น มีความมั่นคงในแหล่งรายได้
ธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น Workday, Salesforce, HubSpot, Slack ที่ช่วยบริษัทอื่นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ธุรกิจที่ลดต้นทุน เช่น DocuSign, Zoom ที่ช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่าย
การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ดีมักมีประวัติการเติบโตของยอดขายและกำไรที่รวดเร็ว
นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง บริษัทควรมีประวัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ความเชี่ยวชาญในสาขานั้น บริษัตซอฟต์แวร์ควรเชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์ บริษัทฮาร์ดแวร์ควรเชี่ยวชาญในฮาร์ดแวร์
ความสามารถในการทำกำไร แม้บางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังไม่มีกำไรแต่ควรมีเส้นทางชัดเจนในการทำกำไร
วิธีการลงทุนและเทรดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
นักลงทุนมีหลายตัวเลือกในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี:
ผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยตรง การซื้อผ่านโบรกเกอร์หลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือเข้าร่วมการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO)
ผ่านกองทุนรวม ลงทุนในกองทุนที่มีพอร์ตโฟลิโอของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
ผ่านระบบ CFD (Contract for Difference) วิธีการที่นิยมมากขึ้น ช่วยให้ใช้เงินทุนน้อยกว่า เพราะมีระบบเลเวอเลจสูงถึง 10 เท่า
ระบบ CFD มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ: สามารถเทรดทั้งขาขึ้นและขาลง และใช้เงินมาร์จิ้นให้น้อย ตัวอย่างเช่น หากซื้อหุ้น Apple ต้องใช้เงินถึง 204 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่เทรด CFD เพียง 20.4 ดอลลาร์มาร์จิ้นต่อ 1 ล๊อต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องศึกษาความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเลจอย่างละเอียด
ข้อได้เปรียบและข้อเสียของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ข้อได้เปรียบหลัก
โอกาสในการเจริญเติบโตสูง อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมและความต้องการเทคโนโลยีใหม่ที่สูง
ความสามารถในการทำกำไร บริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมักมีอัตรากำไรสูง
ความต้องการสูงจากตลาด เทคโนโลยีเป็นจำเป็นในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ
การลงทุนในนวัตกรรม บริษัทเทคโนโลยีมักลงทุนในการวิจัยและพัฒนา สร้างคุณค่าระยะยาว
ความแข็งแกร่งของแบรนด์ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลายตัวมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างการศรัทธาของผู้ลงทุน
ข้อเสีย
ความผันผวนราคาสูง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักมีการแกว่งตัวราคาที่รุนแรง ทำให้ผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงสูงในระยะสั้น
ความผันผวนตลาด หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความไวต่อตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ไม่ปรับตัวได้อาจพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง
การแข่งขันสูง อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการแข่งขันรุนแรง บริษัทอาจพลาดโอกาส
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ บริษัทเทคโนโลยีเผชิญความเสี่ยงจากการก่อกฎหมายและการทำให้เป็นมาตรฐาน
ควรลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือไม่
การลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้ แต่ต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ภาพรวมปี 2025 มีแนวโน้มที่ดี ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ธีมหลักคือ AI และคาดการณ์การใช้จ่ายไอทีทั่วโลกจะเติบโต 9.3% ในปี 2025
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควร:
สรุป
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในปัจจุบันมีให้เลือกลงทุนมากมาย ตั้งแต่ยักษ์เทคโนโลยีอย่าง Apple, Google, Microsoft ไปจนถึงบริษัทเฉพาะด้านอื่น ๆ นักลงทุนสามารถศึกษาข่าวสาร รูปแบบการทำงาน และประสิทธิภาพของแต่ละบริษัท เพื่อเลือกหุ้นที่เหมาะสม
หากเทคโนโลยียังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของมนุษย์ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงมีโอกาสในการทำกำไรที่สูง การลงทุนไม่จำเป็นต้องรอเวลาที่เหมาะ ตราบใดที่คุณมองแนวโน้มในระยะยาว และทำวิจัยอย่างละเอียดเสียก่อน