This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และต้นทุนผันแปร (Variable Cost) เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจทางการเงิน
การบริหารธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่สามารถมองข้ามการวิเคราะห์ต้นทุนได้อีกต่อไป ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ การเข้าใจถึงต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนการเงิน ตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน และกำหนดราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างสมเหตุสมผล
Fixed Cost คืออะไร: ต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งเมื่อธุรกิจขยายหรือหดตัว
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าธุรกิจจะมีการผลิตสินค้ามากหรือน้อยเพียงใด หรือแม้แต่ไม่มีการผลิตเลยก็ตาม ต้นทุนประเภทนี้เป็นภาระที่บริษัทต้องรับอยู่เสมอ โดยคาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ข้อดีของการรู้จัก fixed cost คือช่วยให้บริษัทสามารถสร้างงบประมาณและคาดการณ์รายได้ได้อย่างแม่นยำ
ลักษณะหลักของต้นทุนคงที่ที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ
ต้นทุนคงที่มีลักษณะเฉพาะหลายประการที่แตกต่างจากประเภทต้นทุนอื่น ประการแรก ต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตหรือการขายของธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะผลิตสินค้า 100 หน่วยหรือ 10,000 หน่วย ต้นทุนเหล่านี้ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม
ประการที่สอง ต้นทุนคงที่มีความสำคัญมากในการวางแผนการเงิน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมดที่ต้องครอบคลุมด้วยรายได้จากการขาย การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนคงที่และราคาขายช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดเป้าหมายการขายและจุดคุ้มทุน (break-even point) ได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ ต้นทุนคงที่ยังเกี่ยวข้องกับภาระผูกพันในระยะยาวของบริษัท เช่น สัญญาเช่า ตราสารหนี้ หรือข้อผูกพันด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในระยะสั้น
ตัวอย่างต้นทุนคงที่ที่พบเห็นในธุรกิจต่างประเภท
ในการดำเนินธุรกิจ ต้นทุนคงที่นั้นปรากฏอยู่ในหลายรูปแบบ ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์จริง:
ค่าเช่าอาคารและสถานที่ - ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าได้เท่าไหร่ ค่าเช่าพื้นที่ทำการหรือโรงแรมต้องจ่ายตามสัญญาเช่าที่ตกลงไว้ ซึ่งมักจะเป็นประจำรายเดือนหรือรายปี
เงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน - บุคลากรประจำในแผนกต่างๆ ได้รับเงินเดือนคงที่ไม่ว่าจะสั่งผลิตสินค้าหรือไม่ก็ตาม
ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรและอุปกรณ์ - การลงทุนในเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จะมีค่าเสื่อมราคาประจำปี ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่คำนวณได้ล่วงหน้า
ดอกเบี้ยเงินกู้ - เมื่อบริษัทกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเป็นจำนวนที่แน่นอนและตรงตามสัญญากู้
ค่าประกันภัยและค่าใบอนุญาตการประกอบการ - ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จำเป็นสำหรับการถูกต้องตามกฎหมายและการป้องกันความเสี่ยง
ในบริษัทสมัยใหม่ มักมีต้นทุนคงที่เพิ่มเติมอีกหลายประเภท เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำที่เป็นค่าขั้นต่ำ การใช้บริการคลาวด์ (cloud computing) ที่เป็นสมาชิกประจำปี หรือค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์เทคโนโลยี
ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) และบทบาทในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) แตกต่างจาก fixed cost อย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนนี้เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณการผลิตหรือการขายของธุรกิจ เมื่อการผลิตมากขึ้น ต้นทุนผันแปรก็จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน เมื่อการผลิตลดลง ต้นทุนนี้ก็จะลดลงด้วย
ข้อดีของการมีต้นทุนผันแปรคือ ให้ความยืดหยุ่นแก่บริษัทในการควบคุมค่าใช้จ่าย บริษัทสามารถปรับลดต้นทุนได้เมื่อยอดขายลดลง และสามารถเพิ่มการลงทุนในการผลิตเมื่อมีความต้องการจากตลาด
ตัวอย่างต้นทุนผันแปรและการจัดการให้เพิ่มความแข่งขัน
ต้นทุนผันแปรมีอยู่ในธุรกิจทุกประเภท ดังตัวอย่างต่อไปนี้:
วัตถุดิบและวัสดุการผลิต - เมื่อธุรกิจต้องการผลิตสินค้ามากขึ้น จำนวนวัตถุดิบที่ต้องซื้อก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
ค่าจ้างแรงงานโดยตรง - คนงานที่ได้จ้างเป็นชั่วโมงหรือตามชิ้นงาน เงินค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามปริมาณงาน
ค่าพลังงานและทรัพยากรการผลิต - ไฟฟ้า แก๊ส หรือน้ำที่ใช้ในการผลิตจะมากน้อยตามปริมาณการผลิต
ค่าบรรจุภัณฑ์และการจัดส่ง - วัสดุในการห่อหุ้มสินค้า ค่าขนส่งจะเพิ่มเมื่อมีสินค้ามากขึ้น
ค่าคอมมิชชันการขาย - เมื่อทีมขายสร้างยอดขายมากขึ้น ค่าคอมมิชชันก็เพิ่มขึ้นตามผลการขาย
การจัดการต้นทุนผันแปรอย่างมีประสิทธิภาพทำให้บริษัทสามารถเพิ่มกำไรได้ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทสามารถเจรจาราคาวัตถุดิบได้ดีขึ้น หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนผันแปรก็จะลดลง ซึ่งส่งผลให้กำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
ความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง Fixed Cost และ Variable Cost
เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร เราจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน:
ด้านเสถียรภาพ - ต้นทุนคงที่มีจำนวนที่คาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพตลอดช่วงเวลา ในขณะที่ต้นทุนผันแปรนั้นมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการผลิต
ด้านการจัดการ - บริษัทมีตัวเลือกมากขึ้นในการจัดการต้นทุนผันแปร เช่น การลดปริมาณการผลิต การเจรจาสัญญาซื้อวัตถุดิบ หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพ ในขณะที่ต้นทุนคงที่นั้นต้องการการวางแผนระยะยาวและมีตัวเลือกน้อยกว่า
ด้านผลกระทบต่อจุดคุ้มทุน - ต้นทุนคงที่ที่สูงหมายความว่าบริษัทต้องการยอดขายที่มากขึ้นเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านจุดคุ้มทุนไป กำไรต่อหน่วยจะสูงขึ้น
ด้านการลงทุนและการจ้างงาน - การขยายธุรกิจโดยการลงทุนในเครื่องจักร (ที่เป็นต้นทุนคงที่ผ่านค่าเสื่อมราคา) อาจลดต้นทุนผันแปรดังกล่าว เนื่องจากสามารถลดค่าแรงงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร
วิธีวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสองประเภทเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้น
การวิเคราะห์ต้นทุนผสม (mixed cost analysis) คือการรวมต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ:
ขั้นแรก ให้คำนวณต้นทุนรวม = ต้นทุนคงที่ + (ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ผลิต) สูตรนี้ช่วยให้บริษัทรู้ว่าต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่สำหรับการผลิตในแต่ละระดับ
ขั้นที่สอง วิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย โดยการหาร ต้นทุนรวม ด้วย จำนวนหน่วยผลิตภัณฑ์ สิ่งนี้ช่วยให้เห็นว่าเมื่อเพิ่มการผลิต ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง (เพราะต้นทุนคงที่ถูกแบ่งออกไป) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดราคา
ขั้นที่สาม หาจุดคุ้มทุน โดยใช้สูตร จุดคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อหน่วย - ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) การรู้จุดคุ้มทุนช่วยให้บริษัทตั้งเป้าหมายการขายและวางแผนการเติบโตได้เหมาะสม
ขั้นที่สี่ ประเมินสถานการณ์ต่างๆ เช่น หากยอดขายลดลง 20% จะมีผลกระทบต่อกำไรเท่าไหร่ หรือหากลงทุนเพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุนผันแปร จะได้ผลตอบแทนหรือไม่
ผ่านการวิเคราะห์อย่างนี้ บริษัทสามารถระบุว่าต้นทุนไหนควรได้รับการควบคุมอย่างหนาแน่น และควรลงทุนในมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพของต้นทุนไหน
การประยุกต์ใช้ความรู้เรื่อง Fixed Cost และ Variable Cost ในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
การเข้าใจต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรช่วยในการตัดสินใจหลายประการ:
ในการกำหนดราคา - บริษัทต้องกำหนดราคาที่สามารถครอบคลุมทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร พร้อมทั้งสร้างกำไร
ในการวางแผนการลงทุน - บริษัทสามารถประเมินว่าการลงทุนใหม่ (ซึ่งเพิ่มต้นทุนคงที่) จะลดต้นทุนผันแปรไป สูงหรือต่ำเพียงใด
ในการจัดการและควบคุมต้นทุน - บริษัทสามารถระบุพื้นที่ที่มีต้นทุนสูงและหาวิธีลดต้นทุนได้
ในการวางแผนการเติบโต - การรู้ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการผลิต ต้นทุน และกำไร ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างแผนการเติบโตที่เป็นไปได้จริง
บทสรุป
ความเข้าใจเรื่อง ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และต้นทุนผันแปร (Variable Cost) เป็นทักษะขั้นพื้นฐานของผู้บริหารและบัญชีที่ทันสมัย ต้นทุนคงที่นั้นเสถียรและคาดการณ์ได้ เป็นภาระที่บริษัทต้องรับตลอดไป ในขณะที่ต้นทุนผันแปรนั้นเปลี่ยนแปลงตามปริมาณผลิตและสามารถจัดการได้มากขึ้น
การรวมวิเคราะห์ทั้งสองประเภท ช่วยให้บริษัทสามารถ:
ในสภาวะการแข่งขันของธุรกิจสมัยใหม่ การจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการตัดสินใจที่เป็นไปตามข้อมูลทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จและการเติบโตในระยะยาว